Skip to content Skip to footer

ขายฝากกับจำนอง ต่างกันอย่างไร? เทียบ 8 ข้อก่อนตัดสินใจ

ความต่างหลักคือกรรมสิทธิ์ — ขายฝากเป็นการซื้อขายที่กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อฝากตั้งแต่วันจดทะเบียน โดยผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนภายในกำหนดเวลาไถ่ ส่วนจำนองเป็นการนำทรัพย์มาเป็นหลักประกันหนี้ กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้จำนอง ความต่างข้อนี้ส่งผลต่อทุกอย่างที่เหลือ ทั้งขั้นตอนเมื่อจ่ายไม่ไหว ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา และระดับความเสี่ยง

บทความนี้เทียบให้ครบ 8 มิติ พร้อมอธิบายว่า “เมื่อจ่ายไม่ไหว” แต่ละแบบเกิดอะไรขึ้นทีละขั้น และให้เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

สรุปสิ่งสำคัญใน 1 นาที

  • ขายฝาก = ซื้อขาย (กรรมสิทธิ์โอน) · จำนอง = หลักประกันหนี้ (กรรมสิทธิ์ไม่โอน) — จำแค่ข้อนี้ก็อธิบายส่วนที่เหลือได้เกือบหมด
  • เมื่อจ่ายไม่ไหว กระบวนการต่างกันมาก — จำนอง เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือและฟ้องศาลเพื่อขายทอดตลาด ส่วนขายฝากผูกกับวันครบกำหนดไถ่โดยตรง
  • ขายฝากมักได้วงเงินสูงกว่า แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องกรรมสิทธิ์ที่สูงกว่า — ไม่มีทางเลือกไหน “ดีกว่า” ในทุกมิติ
  • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนต่างกัน เพราะขายฝากถูกคิดแบบการซื้อขาย ส่วนจำนองคิดจากวงเงินหลักประกัน
  • สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ “แบบไหนดีกว่า” แต่คือ “แผนคืนเงินของฉันชัดแค่ไหน” — เพราะทั้งสองแบบพังที่จุดเดียวกัน คือคืนไม่ได้ตามกำหนด

ความต่างข้อเดียวที่เปลี่ยนทุกอย่าง: กรรมสิทธิ์

ขายฝาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็น สัญญาซื้อขายประเภทหนึ่ง ที่มีข้อตกลงพิเศษว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์คืนได้ เมื่อจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อฝากทันที ผู้ขายฝากเหลือ “สิทธิไถ่” ซึ่งต้องใช้ภายในกำหนดเวลาไถ่ (อ่านพื้นฐาน: ขายฝากคืออะไร)

จำนอง เป็น สัญญาหลักประกันหนี้ ผู้จำนองนำทรัพย์มาประกันการชำระหนี้ โดย กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้จำนองตลอด เจ้าหนี้ได้เพียงสิทธิที่จะบังคับเอากับทรัพย์นั้นหากลูกหนี้ผิดนัด

พูดง่ายๆ: ขายฝากคือ “ขายไปก่อน แล้วซื้อคืน” ส่วนจำนองคือ “เอาทรัพย์ไปค้ำ แต่ยังเป็นของเรา”

เพราะเหตุนี้ การเรียกขายฝากว่า “เอาโฉนดไปค้ำ” จึงเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิด และเป็นต้นเหตุของปัญหาจำนวนมาก

ตารางเปรียบเทียบ 8 มิติ

มิติ ขายฝาก จำนอง
1. ลักษณะสัญญา สัญญาซื้อขาย (มีข้อตกลงไถ่คืน) สัญญาหลักประกันหนี้
2. กรรมสิทธิ์ระหว่างสัญญา โอนไปยังผู้ซื้อฝากตั้งแต่จดทะเบียน ยังอยู่กับผู้จำนอง
3. ชื่อในเอกสารสิทธิ เปลี่ยนเป็นชื่อผู้ซื้อฝาก ยังเป็นชื่อเดิม มีการจดภาระจำนองไว้
4. การได้ทรัพย์คืน ใช้ “สิทธิไถ่” ชำระสินไถ่ภายในกำหนดเวลาไถ่ ชำระหนี้ครบแล้วไถ่ถอนจำนอง
5. เมื่อจ่ายไม่ไหว ผูกกับวันครบกำหนดไถ่ หากพ้นกำหนดโดยไม่ใช้สิทธิ อาจหมดสิทธิไถ่ เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือ แล้วฟ้องศาลเพื่อบังคับจำนองและขายทอดตลาด
6. กรอบระยะเวลา อสังหาฯ ไม่เกิน 10 ปี (ป.พ.พ. มาตรา 494) · กรณีอยู่ใต้กฎหมายคุ้มครอง พ.ศ. 2562 กำหนดไม่ต่ำกว่า 1 ปีและไม่เกิน 10 ปี (มาตรา 10) ไม่มี “กำหนดไถ่” มีแต่กำหนดชำระหนี้ตามสัญญา
7. ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน (อัตราปกติ) คิดแบบการซื้อขาย — ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน/ราคาซื้อขาย (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) + ภาษี/อากรที่เกี่ยวข้อง คิดจากวงเงินจำนอง 1% โดยมีเพดานสูงสุดตามที่กรมที่ดินกำหนด
8. ระดับความเสี่ยงต่อการเสียทรัพย์ สูงกว่า เพราะกรรมสิทธิ์โอนไปแล้ว ต่ำกว่าในเชิงกระบวนการ เพราะมีขั้นตอนศาลคั่นกลาง

เรื่องมาตรการลดค่าธรรมเนียมของรัฐ: ปัจจุบันมีมาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ซึ่งต่ออายุแล้วถึง 30 มิถุนายน 2570 โดยมีเงื่อนไข เช่น เป็นที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ผู้ซื้อเป็นบุคคลสัญชาติไทย และต้องจดทะเบียนโอนและจำนองในวันเดียวกัน

มาตรการนี้ออกแบบมาสำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัย — ยังต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีว่าครอบคลุมนิติกรรมขายฝากหรือไม่ อย่าสรุปเองว่าได้สิทธิ ให้สอบถามสำนักงานที่ดินที่จะจดทะเบียนโดยตรง

เจาะลึกความต่างที่คนมองข้าม

1. เมื่อจ่ายไม่ไหว — จำนองเกิดอะไรขึ้น

ผังเปรียบเทียบขั้นตอนเมื่อจ่ายไม่ไหว ระหว่างจำนองที่ต้องบอกกล่าวและฟ้องศาล กับขายฝากที่ผูกกับวันครบกำหนดไถ่
ความต่างที่สำคัญที่สุด อยู่ตรงนี้

นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด หลายคนคิดว่าผิดนัดแล้วเจ้าหนี้ยึดบ้านได้เลย ซึ่ง ไม่ใช่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 กำหนดว่าเมื่อจะบังคับจำนอง ผู้รับจำนองต้อง:

  1. มีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อน ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าว
  2. หากลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งยึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง
  3. เมื่อศาลมีคำพิพากษา จึงนำทรัพย์ขายทอดตลาดตามกระบวนการ
  4. เงินที่ได้นำมาชำระหนี้ ถ้าเหลือต้องคืนให้ผู้จำนอง

จุดสำคัญคือ มีเวลาและมีศาลคั่นกลาง ลูกหนี้ยังมีโอกาสเจรจา หาเงินมาชำระ หรือขายทรัพย์เองก่อนถึงขั้นขายทอดตลาด

2. เมื่อจ่ายไม่ไหว — ขายฝากเกิดอะไรขึ้น

ขายฝากทำงานคนละแบบ เพราะ กรรมสิทธิ์โอนไปแล้วตั้งแต่วันแรก จึงไม่มีเรื่อง “ผิดนัดชำระหนี้” ในความหมายเดียวกับจำนอง

  1. ผู้ขายฝากมี สิทธิไถ่ ที่ต้องใช้ภายใน กำหนดเวลาไถ่ ที่ระบุในสัญญาและเอกสารจดทะเบียน
  2. หากใช้สิทธิถูกต้องภายในกำหนด กรรมสิทธิ์กลับคืน
  3. หาก พ้นกำหนดโดยไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย อาจหมดสิทธิไถ่ และเกิดหน้าที่ส่งมอบการครอบครองตามกฎหมาย

ไม่มีขั้นตอนฟ้องศาลคั่นกลางแบบจำนอง เพราะผู้ซื้อฝากเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่ วันครบกำหนดไถ่มีน้ำหนักมากกว่าวันครบกำหนดชำระหนี้ในสัญญาจำนองอย่างมีนัยสำคัญ

3. กฎหมายขายฝาก พ.ศ. 2562 คุ้มครองอะไรเพิ่มบ้าง — 5 เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

หากทรัพย์ของคุณเป็น ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และผู้ขายฝากเป็น บุคคลธรรมดา จะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562

1. เพดานสินไถ่ — ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี (มาตรา 8 วรรคสาม)
สินไถ่กำหนดสูงกว่าราคาขายฝากได้ แต่เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ขายฝากจนถึงวันครบกำหนดเวลาไถ่

2. กรอบระยะเวลาไถ่ 1–10 ปี และไถ่ก่อนกำหนดได้ (มาตรา 10)
กำหนดเวลาไถ่ต่ำกว่า 1 ปีหรือเกิน 10 ปีไม่ได้ หากสัญญาระบุนอกกรอบนี้ กฎหมายให้ถือว่าเป็น 1 ปีหรือ 10 ปีแล้วแต่กรณี และผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ก่อนครบกำหนดได้เสมอ โดยหากไถ่ก่อนกำหนด ให้ลดสินไถ่ส่วนที่สูงกว่าราคาขายฝากลงตามอัตราส่วนของระยะเวลาที่ลดลง ทั้งนี้ผู้ซื้อฝากมีสิทธิเรียกค่าเสียโอกาสได้ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปีของราคาขายฝาก

3. สิทธิอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน (มาตรา 12)
ผู้ขายฝากมีสิทธิครอบครอง ใช้สอย และถือเอาประโยชน์จากทรัพย์ เพื่อประกอบเกษตรกรรมหรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย จนถึงวันที่หมดสิทธิไถ่ โดยไม่ต้องชำระค่าตอบแทนให้ผู้ซื้อฝาก และดอกผลที่งอกจากทรัพย์ระหว่างนั้นตกเป็นของผู้ขายฝาก

4. ผู้ซื้อฝากต้องแจ้งเตือนก่อนครบกำหนด — ถ้าไม่แจ้ง คุณได้เวลาเพิ่ม 6 เดือน (มาตรา 17)
ก่อนวันครบกำหนดไถ่ ไม่น้อยกว่า 3 เดือนแต่ไม่มากกว่า 6 เดือน ผู้ซื้อฝากต้องแจ้งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้ผู้ขายฝากทราบกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ พร้อมแนบสำเนาสัญญา หากผู้ซื้อฝากไม่แจ้งภายในกำหนด หรือไม่ได้แนบสำเนาสัญญา ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ได้ภายใน 6 เดือนนับแต่วันครบกำหนดไถ่ที่ระบุในสัญญา

5. ติดต่อผู้ซื้อฝากไม่ได้ ก็ยังไถ่ได้ด้วยการวางทรัพย์ (มาตรา 18)
ผู้ขายฝากวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนขายฝากได้ และหากใช้สิทธิไถ่กับผู้ซื้อฝากไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดของตน สามารถวางทรัพย์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดเวลาไถ่ โดยให้ถือว่าได้ไถ่ตามกำหนดแล้ว

โบนัสที่ควรรู้: กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ คดีพิพาทจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภค โดยถือว่าผู้ขายฝากเป็นผู้บริโภค (มาตรา 11) และ ข้อตกลงใดที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับนี้ ให้เป็นโมฆะ (มาตรา 6 วรรคสาม)

แต่ต้องตรวจก่อนว่าทรัพย์และคู่สัญญาของคุณอยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ เพราะไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี — ทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย หรือผู้ขายฝากที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา จะใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แทน ซึ่งไม่มีความคุ้มครองทั้ง 5 ข้อข้างต้น

4. ทำไมค่าธรรมเนียมจดทะเบียนถึงต่างกัน

ขายฝากคือการซื้อขาย รัฐจึงเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีแบบเดียวกับการโอนขายทรัพย์ ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทรัพย์ ส่วน จำนองไม่ใช่การซื้อขาย เป็นเพียงการจดหลักประกัน ค่าธรรมเนียมจึงคำนวณจากวงเงินจำนอง และมีเพดานกำกับ

และเนื่องจากขายฝากเป็นการโอน จึงมีภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายอสังหาริมทรัพย์เข้ามาด้วย เช่น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และอากรแสตมป์หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

สิ่งที่ควรทำ: ขอประมาณการค่าใช้จ่ายวันทำธุรกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมระบุว่าใครรับผิดชอบรายการใด และอย่าลืมถามถึงค่าใช้จ่ายวันไถ่ถอนด้วย

5. ทำไมขายฝากมักได้วงเงินสูงกว่า

เหตุผลตรงไปตรงมา: ความเสี่ยงของผู้ให้เงินต่างกัน ผู้ซื้อฝากถือกรรมสิทธิ์อยู่ในมือแล้ว ขณะที่ผู้รับจำนองถือเพียงสิทธิที่ต้องผ่านกระบวนการศาลจึงจะบังคับได้

แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า ความเสี่ยงไม่ได้หายไป — มันย้ายมาอยู่ฝั่งเจ้าของทรัพย์ วงเงินที่สูงกว่าจึงไม่ใช่ “ข้อดี” ล้วนๆ แต่เป็นผลจากการที่คุณให้หลักประกันที่หนักกว่า

อ่านต่อ: ประเมินราคาทรัพย์ ขายฝาก พิจารณาจากอะไร

ระหว่างสัญญา ยังอยู่บ้านหรือใช้ที่ดินได้ไหม

จำนอง — โดยหลักผู้จำนองยังเป็นเจ้าของ จึงอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ภายใต้เงื่อนไขในสัญญา

ขายฝาก — ต้องดูเป็นรายกรณี เพราะกรรมสิทธิ์โอนไปแล้ว

  • กรณีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และผู้ขายฝากเป็นบุคคลธรรมดา กฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 12 ให้สิทธิครอบครอง ใช้สอย และถือเอาประโยชน์จากทรัพย์จนถึงวันที่หมดสิทธิไถ่ โดยไม่ต้องชำระค่าตอบแทน
  • หากในวันที่ขายฝาก มีผู้เช่าหรือผู้ใช้ประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว การขายฝากไม่กระทบสิทธิของผู้นั้น และค่าตอบแทนที่ได้รับตกเป็นของผู้ขายฝาก (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง)
  • กรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขกฎหมายฉบับนี้ ต้องดูจากสัญญาและบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นรายกรณี

แล้วควรเลือกแบบไหน — เกณฑ์ตัดสินใจ 5 ข้อ

เกณฑ์ตัดสินใจ 5 ข้อในการเลือกระหว่างขายฝากกับจำนอง
เริ่มจากคำถามว่าจะคืนเงินจากอะไร

1. แผนคืนเงินของคุณชัดแค่ไหน
ถ้ายังไม่รู้ว่าเงินไถ่หรือเงินชำระหนี้จะมาจากไหน ยังไม่ควรทำทั้งสองแบบ นี่คือเกณฑ์ที่สำคัญที่สุด

2. คุณรับความเสี่ยงเรื่องกรรมสิทธิ์ได้หรือไม่
ถ้าทรัพย์นั้นคือบ้านที่ครอบครัวอาศัยอยู่และไม่มีที่ไปสำรอง ความเสี่ยงของขายฝากอาจหนักเกินรับ

3. คุณต้องการวงเงินเท่าไร และจำเป็นแค่ไหน
ถ้าวงเงินที่จำนองให้ได้เพียงพอแล้ว การเลือกทางที่ความเสี่ยงต่ำกว่าย่อมสมเหตุสมผลกว่า

4. คุณมีเวลาเท่าไร
จำนองกับสถาบันการเงินมักใช้เวลาพิจารณานานกว่าและมีเกณฑ์เข้มกว่า ถ้าเวลาไม่ใช่ข้อจำกัด ควรลองทางนี้ก่อนเสมอ

5. คุณเทียบต้นทุนรวมแล้วหรือยัง
อย่าเทียบแค่อัตรา ให้เทียบ เงินสุทธิที่ได้รับ + ค่าใช้จ่ายวันทำธุรกรรม + ค่าใช้จ่ายตลอดสัญญา + ค่าใช้จ่ายวันไถ่ พร้อมกัน

แนวทางที่สมเหตุสมผลที่สุด: ลองช่องทางที่ความเสี่ยงต่ำกว่าก่อน (สถาบันการเงิน → จำนอง) แล้วจึงพิจารณาขายฝากเมื่อทางเลือกอื่นไม่ตอบโจทย์ และเมื่อคุณมีแผนไถ่ถอนที่เป็นไปได้จริงแล้วเท่านั้น

ข้อควรระวังที่คนเจอบ่อยที่สุด

เรื่องที่พูดกันด้วยวาจาว่า “จำนอง” แต่เอกสารที่จดทะเบียนจริงเป็น “ขายฝาก”

นี่คือปัญหาที่พบได้จริงในตลาด และผลลัพธ์ต่างกันมากเพราะกรรมสิทธิ์คนละเรื่องกัน ข่าวดีคือกฎหมายเห็นปัญหานี้และวางกลไกป้องกันไว้แล้ว:

  • สัญญาที่เลี่ยงชื่อ ก็ยังถือเป็นขายฝาก — สัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยที่มีเงื่อนไขจะขายคืน มีคำมั่นว่าจะขาย หรือเงื่อนไขอื่นในทำนองเดียวกัน ให้ถือว่าเป็นสัญญาขายฝากตามกฎหมายฉบับนี้ (มาตรา 9)
  • แม้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุประเภทไว้ ก็ยังได้รับความคุ้มครอง ถ้าข้อเท็จจริงขณะขายฝากปรากฏว่าเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นที่อยู่อาศัย (มาตรา 6 วรรคสอง)
  • ข้อตกลงที่ขัดกับกฎหมายเป็นโมฆะ (มาตรา 6 วรรคสาม)
  • ไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ = เป็นโมฆะ (มาตรา 7)

แต่การรู้ตั้งแต่ต้นยังดีกว่าต้องไปพิสูจน์กันทีหลัง — วิธีป้องกัน:

  • อ่านชื่อประเภทนิติกรรมบนเอกสารที่จะจดทะเบียนให้ชัดก่อนลงนามทุกครั้ง
  • ตรวจว่าเอกสารระบุ สินไถ่ และ วันครบกำหนดไถ่ หรือไม่ — ถ้ามี นั่นคือขายฝาก ไม่ใช่จำนอง
  • ถามเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินตรงๆ ว่ากำลังจดทะเบียนนิติกรรมประเภทใด
  • ขอร่างเอกสารล่วงหน้า เพื่ออ่านก่อนวันนัด ไม่ใช่อ่านหน้างาน

อย่าลงนามในวันที่คุณยังอ่านเอกสารไม่จบ — การขอเวลาทบทวนเป็นสิทธิของคุณเสมอ

สิ่งที่ต้องได้คำตอบก่อนเซ็น ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน

  1. นิติกรรมที่จะจดทะเบียนคือประเภทใด — ขายฝากหรือจำนอง
  2. เงินสุทธิที่จะได้รับจริงเป็นเท่าไร หลังหักค่าใช้จ่ายวันทำธุรกรรมแล้ว
  3. ยอดที่ต้องคืนทั้งหมด ณ วันที่วางแผนจะคืน เป็นเท่าไร
  4. วันสำคัญตามสัญญาคือวันใดบ้าง และมีการแจ้งเตือนหรือไม่
  5. ระหว่างสัญญา ใช้ประโยชน์ในทรัพย์ได้แค่ไหน มีข้อจำกัดอะไร
  6. ถ้าคืนก่อนกำหนด คำนวณอย่างไร
  7. ถ้าคืนไม่ทัน ขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายและตามสัญญาคืออะไร
  8. เอกสารทั้งหมดที่จะลงนามมีกี่ฉบับ และขอดูล่วงหน้าได้หรือไม่

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจ

  • ทั้งสองแบบมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพย์ หากไม่สามารถคืนเงินได้ตามกำหนด — ต่างกันที่กระบวนการและระยะเวลา
  • ขายฝากมีผลต่อกรรมสิทธิ์ทันทีที่จดทะเบียน และการได้ทรัพย์คืนขึ้นอยู่กับการใช้สิทธิไถ่อย่างถูกต้องภายในกำหนด
  • การขยายเวลาหรือเจรจาปรับเงื่อนไขไม่ใช่สิ่งที่รับประกันล่วงหน้าได้ — ไม่ควรใช้เป็นแผนหลักตั้งแต่วันแรก
  • กฎหมายคุ้มครองไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี ต้องตรวจประเภททรัพย์และสถานะของคู่สัญญาก่อน
  • ผลลัพธ์แต่ละกรณีแตกต่างกัน ทั้งวงเงิน เงื่อนไข และค่าใช้จ่าย
  • ควรอ่านสัญญาและค่าใช้จ่ายให้ครบก่อนลงนาม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเมื่อมีข้อสงสัย

คำถามที่พบบ่อย

ขายฝากกับจำนอง อันไหนดีกว่ากัน?
ไม่มีแบบไหนดีกว่าในทุกมิติ จำนองมีความเสี่ยงต่อกรรมสิทธิ์ต่ำกว่าเพราะมีกระบวนการศาลคั่นกลาง ส่วนขายฝากมักให้วงเงินสูงกว่าและพิจารณาจากตัวทรัพย์เป็นหลัก คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “แบบไหนดีกว่า” แต่คือ “แบบไหนเหมาะกับความสามารถในการคืนเงินและระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้”

ขายฝากได้เงินมากกว่าจำนองจริงไหม?
โดยทั่วไปมักได้วงเงินสูงกว่า เพราะผู้ซื้อฝากถือกรรมสิทธิ์ทำให้ความเสี่ยงของฝ่ายให้เงินต่ำกว่า แต่ไม่มีสัดส่วนมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์ ทำเล สภาพคล่อง เอกสาร และนโยบายของแต่ละราย

จำนองผิดนัด เจ้าหนี้ยึดบ้านได้เลยไหม?
ไม่ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 กำหนดให้ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อน ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าว หากลูกหนี้ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ผู้รับจำนองจึงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและขายทอดตลาด เงินส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ต้องคืนให้ผู้จำนอง

ขายฝากไม่ไถ่ตามกำหนด เกิดอะไรขึ้น?
หากพ้นกำหนดเวลาไถ่โดยไม่ได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย ผู้ขายฝากอาจหมดสิทธิไถ่ทรัพย์คืน และเกิดหน้าที่ส่งมอบการครอบครองตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้วันครบกำหนดไถ่จึงเป็นวันที่ต้องบันทึกและตั้งเตือนล่วงหน้าหลายช่วง

ขายฝากแล้วยังอยู่บ้านได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์ สถานะคู่สัญญา และกฎหมายที่ใช้บังคับ กรณีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยและผู้ขายฝากเป็นบุคคลธรรมดา กฎหมาย พ.ศ. 2562 ให้สิทธิใช้ประโยชน์จนกว่าจะหมดสิทธิไถ่ กรณีอื่นต้องตรวจสัญญาเป็นรายกรณี

ค่าธรรมเนียมขายฝากกับจำนอง ต่างกันเท่าไร?
อัตราปกติ ค่าจดทะเบียนโอนคิด 2% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายแล้วแต่อย่างใดสูงกว่า ส่วนค่าจดทะเบียนจำนองคิด 1% ของวงเงินจำนองและมีเพดานกำกับ ปัจจุบันมีมาตรการรัฐลดทั้งสองรายการเหลือ 0.01% ถึง 30 มิถุนายน 2570 แต่มีเงื่อนไขเรื่องประเภททรัพย์ ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และสัญชาติของผู้ซื้อ ซึ่งต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีว่าครอบคลุมนิติกรรมขายฝากหรือไม่

จำนองกับธนาคาร ต่างจากจำนองกับเอกชนไหม?
โครงสร้างทางกฎหมายเป็นจำนองเหมือนกัน แต่เกณฑ์พิจารณา อัตรา ระยะเวลาอนุมัติ และเงื่อนไขอาจต่างกันมาก ควรเทียบต้นทุนรวมและเงื่อนไขทั้งฉบับ ไม่ใช่เทียบเฉพาะอัตรา

ถ้าเขาบอกว่าจำนอง แต่เอกสารเป็นขายฝาก ทำอย่างไร?
หยุดก่อน อย่าลงนาม ตรวจชื่อประเภทนิติกรรมบนเอกสารที่จะจดทะเบียน และสอบถามเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินโดยตรง หากมีการระบุสินไถ่และวันครบกำหนดไถ่ นั่นคือขายฝาก ไม่ใช่จำนอง ทั้งนี้กฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 9 กำหนดว่าสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขจะขายคืน มีคำมั่นว่าจะขาย หรือเงื่อนไขอื่นในทำนองเดียวกัน ให้ถือว่าเป็นสัญญาขายฝาก

สรุป

ขายฝากกับจำนองต่างกันที่ กรรมสิทธิ์ — ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์พร้อมสิทธิไถ่ ส่วนจำนองใช้ทรัพย์เป็นหลักประกันโดยกรรมสิทธิ์ไม่โอน ความต่างข้อนี้ทำให้กระบวนการเมื่อจ่ายไม่ไหว ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา และระดับความเสี่ยง ต่างกันตามมาทั้งหมด

และไม่ว่าจะเลือกแบบไหน จุดที่ทั้งสองแบบพังคือจุดเดียวกัน — คือคืนเงินไม่ได้ตามกำหนด คำถามแรกจึงไม่ควรเป็น “จะได้เท่าไร” แต่ควรเป็น “จะคืนจากอะไร และภายในเมื่อไร”

ขอประเมินทรัพย์เบื้องต้น

หากยังไม่แน่ใจว่าทางไหนเหมาะกับทรัพย์และสถานการณ์ของคุณ ทีมจริงใจ แคปปิตอลยินดีช่วยตรวจข้อมูลเบื้องต้นและอธิบายเงื่อนไขของแต่ละทางเลือกให้ฟังตามข้อเท็จจริง — ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่ถือเป็นข้อเสนอผูกพัน

โทร 092-469-5956 · LINE @jingjaicapital

คำชี้แจง: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การเงิน หรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะบุคคล อัตราค่าธรรมเนียมและภาษีอาจเปลี่ยนแปลงตามมาตรการของรัฐ ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินและผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

ข้อมูลกฎหมายอ้างอิงจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะขายฝากและลักษณะจำนอง และพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562

Leave a comment

Go To Top